คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1
ฉบับที่ 5
————————————————-
สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ ( เอช 1 เอ็น 1) องค์การอนามัยโลกรายงาน (ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2552) พบผู้ป่วยใน 30 ประเทศ จำนวน 4,694 ราย เสียชีวิต 48 ราย (เม็กซิโก 45 ราย สหรัฐอเมริกา 2 ราย และแคนาดา 1 ราย) และแนะนำผู้ที่มีไข้หรือมีอาการไม่สบาย ให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อนจนกว่าจะหายเป็นปกติ สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศหากมีไข้ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที วิธีปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยให้จำกัดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่าง ๆ รวมทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ได้เป็นอย่างดี
ข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลกแสดงว่า ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่พบโดยเฉพาะที่พบนอกประเทศเม็กซิโก ไม่ได้มีความรุนแรงมากดังที่วิตกกันในช่วงแรกที่เริ่มพบการระบาด โดยมีลักษณะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ที่พบตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วย 3 รายที่เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พบว่ามีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น
วันนี้ ( 12 พฤษภาคม 2552) กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงการพบผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) จำนวน 2 ราย ซึ่งติดเชื้อจากประเทศเม็กซิโก เริ่มมีไข้หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทย ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสครบชุด หายเป็นปกติไม่มีเชื้อในร่างกายแล้ว ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้รับยาต้านไวรัสครบชุดและติดตามเฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีผู้ใดมีอาการป่วยแต่อย่างใด สามารถมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติ
การที่พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งติดเชื้อมาจากต่างประเทศและเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยสามารถค้นหาผู้ป่วย ให้การรักษาและควบคุมป้องกันโรคได้รวดเร็ว โดยไม่มีการแพร่กระจายเชื้อในประเทศ แสดงว่าระบบงานของประเทศไทยสามารถจัดการได้ดี และประเทศไทยยังไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายจะต้องไม่ประมาท และคงระดับความตื่นตัวในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเต็มที่
ประเทศไทยได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ป้องกัน แก้ไข และเตรียมความพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ของประเทศ ในระยะนี้กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งรัดการเฝ้าระวังโรค การป้องกันและควบคุมโรค การดูแลผู้ป่วย การเผยแพร่ความรู้ส่งเสริมบทบาทการป้องกันและควบคุมโรคของประชาชน ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของของทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชนทุกคนเป็น
หัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จ ในการเฝ้าระวังและป้องกันและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค กระทรวงสาธารณสุขจึงขอเน้นย้ำคำแนะนำสำหรับประชาชน อาสาสมัครสาธารณสุข และสถานศึกษา เพื่อความร่วมมือในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) ของประเทศ ดังนี้
ประชาชนทั่วไป
• ควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
• สร้างสุขนิสัยป้องกันโรค โดยเน้นเรื่องกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ และใช้หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ
• ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตามตัว ควรรีบไปพบแพทย์
• หากพบผู้ใกล้ชิดมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศภายใน 7 วัน ควรแนะนำให้ไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
อาสาสมัครสาธารณสุข
• ขอให้เฝ้าระวังสังเกตประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนที่รับผิดชอบ หากพบผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรแนะนำให้ไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศภายใน 7 วัน และรายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
• เผยแพร่ความรู้และให้คำแนะนำ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข
โรงเรียนและสถานศึกษา
• เมื่อเปิดภาคเรียน ควรสำรวจนักเรียนเป็นประจำทุกวัน สังเกตอาการป่วยของนักเรียน ดูแลนักเรียนที่ป่วยอย่างถูกวิธี สอนและให้คำแนะนำวิธีรักษาสุขภาพและป้องกันโรคแก่นักเรียน จัดสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการป้องกันโรคในโรงเรียน ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ (ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 4)
ท่านสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข www.moph.go.th และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333 และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 1994 ตลอด 24 ชั่วโมง
กระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 12 พฤษภาคม 2552
|